LED ต่างกับไฟทั่วไป ยังไงกัน ?

ปัจจุบันคนนิยมเปลี่ยนจากการใช้หลอดไฟธรรมดามาใช้หลอดไฟที่ประหยัดพลังงานกันมากขึ้น ทั้งใช้ในอุตสาหกรรม และใช้ในอาคารบ้านเรือน บางคนคิดว่าหลอดไฟที่เราใช้งานกันอยู่นั้น มันก็เหมือน ๆ กันหมด ซึ่งความจริงแล้วมันแตกต่างกัน วันนี้หากคุณได้อ่านบทความนี้แล้ว อาจจะทำให้คุณอยากกลับไปเปลี่ยนหลอดไฟที่บ้านกัน

LED

(Light Emitting Diode)

  • ประหยัดไฟฟ้า
  • ความร้อนน้อย
  • ไม่เป็นอันตราย
  • ทนทาน ตกไม่แตก
  • กำลังนิยม
Choose this know
หลอดแสงจันทร์

หลอดแสงจันทร์

(Mercury Lamp)

  • ใช้ไฟฟ้ามาก
  • ความร้อนสูง
  • เป็นอันตราย
  • ทนทาน ตกไม่แตก
  • เลิกผลิตแล้ว
Choose this know
(Metal halide)
หลอดโซเดียมความสูง

( HPS )

  • ใช้ไฟฟ้ามาก
  • ความร้อนสูง
  • เป็นอันตราย
  • ทำจากแก้ว ตกแตก
  • เลิกผลิตแล้ว
Choose this know

LED (Light Emitting Diode)

  LED คือ (Light Emitting Diode) แปลตรงตัวได้คือ  ‘ไดโอดแปล่งแสงได้’ นั่นเอง

หลายคนที่ไม่มีความรู้ทางด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิคมา คงจะงง?? ว่าไดโอดคืออะไร

ไดโอดคือ สารกึ่งตัวนำชนิดหนึ่ง….???

อะไร..// อีกว้า อะไรคือสารกึ่งตัวนำ เฮ้อ……

เอาเป็นว่า เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่เมื่อป้อนกระแสไฟฟ้า เข้าไปแล้ว มันมีแสงออกมา แต่จะมีออกแสงมาต่อเมื่อป้อนไฟบวก เข้าขัว+ และลบเข้าขั้ว- เท่านั้น

How do leds produce light ?

LED มีแสงได้ยังไง  หลักการทำงานของหลอดไฟ LED ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงจ่ายไฟบวกกระแสตรงเข้าที่ขาขั้ว+ และต่อไฟลบเข้ากับขั้ว- จะทำให้เกิดแรงดันตกคร่อมตัว LED  เมื่อมีแรงดันตกคร่อมจะทำให้สารกึ่งตัวนำภายใน LED ก็จะเปล่งแสงออกมา แค่นี้เอง

ทำไมหลอด LED ถึงประหยัดไฟกว่าหลอดชนิดอื่นๆ 

เนื่องจากหลอดไฟชนิดอื่น ส่วนใหญ่จะใช้ขดลวดในการจุดความร้อนทำให้เกิดแสงสว่าง อาจจะมี ลูกเล่นอื่นๆ ขึ้นมาเช่น มีบาลาสต์เพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้เกิดการจุดระเบิดการแตกตัวของก๊าซภายในหลอด ชึ่งทุกชนิดล้วนใช้กระแสไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนที่ขดลวดทั้งสิ้น

แต่(Light Emitting Diode) ไม่ใช่อย่างนัน LED จากชื่อก็บอกอยู่แล้ว เป็นสารชนิดหนึ่งที่เมื่อป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าไปแล้ว มันสามารถเปล่งแสงออกมาได้ด้วยตัวเอง  โดยไม่ต้องใช้ความร้อน เมื่อไม่มีความร้อนมันจึงประหยัดนั่นเอง จริงๆ ซึ่งสามารถประหยัดได้มากว่าหลอดไฟชนิดให้ความร้อนได้มากว่า 100 เท่า หรือมากว่าหลอดที่ใช้ก๊าซดิชาร์ทกว่า 10 เท่า

การพัฒนาการของ LED

Original LED 

หลอด LED ชนิดนี้ มีกำเนิดมากกว่า 30 ปีแล้ว ช่างไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิค ทุกคนน่าจะเคยเล่นกันมาก่อน เอามาต่อเครื่องเสียง ไฟกระพริบตามเสียง นาฬิกาตัวเลข ป้ายข้อความ เนื่องจากแสงสว่างไม่ได้มากอะไร ดีกว่าแสงหิ่งห้อยนิดหน่อย เท่านั้น 

LED SMD

Latester LED 

LED รุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต สามรถทำแสงสว่างได้สูงในขณะที่กินกำลังไฟฟ้านิดเดียว สามารถเอามาใช้ในอุปกรณืได้หลายชนิด เช่น ไฟหน้ารถยนต์ ไฟฟ้าแสงสว่าง ตลอดจน จอทีวีขนาดใหญ่ ฯลฯ

หลอดแสงจันทร์ (Mercury Lamp)

     หลอดแสงจันทร์ (Mercury Lamp) เป็นหลอดไฟ ที่ทำงานด้วยหลักการปล่อยประจุไฟฟ้าที่มีความเข้มสูง ให้เกิดการแตกตัวของก๊าสไอปรอท ที่บรรจุอยู่ในหลอด ทำให้เกิดความสว่าง ดังนั้นความสว่าง ลูเมนต์ต่อวัตต์จึงสูงกว่าหลอดใส้แบบธรรมดา จึงส่องสว่างได้มากและไกล เหมาะกับงานสนาม นิยมใช้ตามถนนบริเวณเสาไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมนิยมติดตั้งควบคู่กับดวงโคมเสมอ หลอดแสงจันทร์ มีอายุใช้งานเฉลี่ยประมาณ 24,000 ชั่วโมง

หลอดให้ความสว่าง 35 ถึง 65 ลูเมนต์/วัตต์

หลอดแสงจันทร์มี 2 ชนิดดังนี้

หลอดแสงจันทร์

ชนิดที่ใช้บาลาสต์

การทำงาน เมื่อเริ่มปล่อยประจุไฟบัลลาสต์จะทำหน้าที่เพิ่มความต่างศักดิ์ไฟฟ้า ก๊าซที่อยู่ในหลอดจะเกิดการแตกตัว โดยใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที หลอดจะค่อยๆเริ่มเปล่งแสงออกมา

เมื่อหลอดดับ แล้วต้องการให้หลอดติดใหม่ต้องรอให้หลอดเย็นตัวก่อน โดยหลอดแสงจันทร์ต้องอาศัยบัลลาสต์กับสตาร์ตเตอร์  (คล้ายหลอดฟลูออเรสเซนต์ แต่สตาร์ตเตอร์จะบรรจุมาในตัวหลอด) และจะต้องใช้เวลา 4-7 นาทีหลังหลอดติด เพื่อให้สว่างเต็มที่

แสงจันทร์

ชนิดต่อตรง

การทำงาน จะเหมือนกับ แบบใช้บาลาสต์ แต่เมื่อไม่มีบาลาสต์  จึงใช้การจุดใส่ด้วยกระแสไฟฟ้าโดยตรง ทำให้ก๊าซที่อยู่ในหลอดจะเกิดการแตกตัว  หลอดจะค่อยๆเริ่มเปล่งแสงออกมา ได้เหมือนกัน

เนื่องจากหลอดชนิดนี้ มีราคาค่อนข้างแพง และเมื่อไม่มีบาลาสต์มาช่วยเพิ่มแรงดันไฟฟ้า ทำให้ความสว่างของหลอดชนิดนี้ น้อยกว่าหลอดแสงจันทร์แบบเดิม และมีอายุการใช้งานที่น้อยกว่าด้วย

หลอดโซเดียมความดันสูง (High Pressure Sodium Lamp : HPS)

(Metal halide)

 เป็นหลอดที่จัดอยู่ในกลุ่มให้ความเข้มแสงสูง

หลักการทำงาน คือ เมื่อเราป้อนไฟฟ้าผ่านบาลาสต์ บาลาสต์จะทำหน้าที่ เพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้มีแรงดันสูงมาก เพื่อให้ประจุไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านอากาศได้

แต่ภายในหลอด ไม่ได้มีอากศอยู่แต่มีก๊าซโซเดียมที่มีกำลังอัดสูง อยู่ภายในหลอด ซึ่งเมื่อประจุไฟฟ้าวิ่งผ่านก๊าสที่บรรจุอยู่ภายในหลอดจึงทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นเช่นเดียวกับหลอดMercury และ Fluorescent ต่างกันที่ ชนิดของก๊าซ ที่บรรจุ และกำลังไฟฟ้าเท่านั้น

แต่เนื่องการทำงานของหลอดชนิดนี้ จะมีอุณหภูมิ และความดันเพิ่มขึ้น ดังนั้นหลอดชนิดนี้จึงมีอายุการใช้งานที่น้อย อายุการใช้งาน จะมีอายุประมาณ 12,000 – 24,000 ชม.

หลอดชนิดนี้ มีประสิทธิภาพในการส่องสว่างต่ำ ถ้าเทียบกับกำลังงานไฟฟ้าที่ป้อนเข้าไป  แต่มันหลอดไฟที่สามารถสร้างปริมาณแสงสว่างได้มาก สีของแสงจะเป็นสี Warm white เหมาะกับงานที่ไม่ต้องใช้ความส่องสว่างมาก แต่สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล  เช่น ไฟถนน  สนามเทนนิส, ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ บริเวณทางแยก สนามบิน โรงงานอุตสาหกรรม ลานจอดรถ ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นที่ดีที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *